วงจรการเกิดโรคแคงเกอร์
หลังจากการใส่ดินในวงบ่อซีเมนต์จนเต็มแล้วนั้นให้ทำการเหยียบดินบริเวณขอบรอบๆวงให้แน่นเพื่อป้องกันการทรุดตัวของดินเมื่อมีการให้น้ำ
 
                        






สถิติผู้เยี่ยมชม
ขณะนี้ 18 คน
วันนี้ 903 คน
วานนี้ 1,054 คน
สัปดาห์นี้ 4,048 คน
เดือนนี้ 34,185 คน
ปีนี้ 779,118 คน
ทั้งหมด 6,027,139 คน
มากสุด: 14,874 คน (เมื่อ 30.07.2016)

สาระด่วนๆ

เคล็ดลับของสวนเรา
Update | | |สั่งซื้อกิ่งพันธุ์ได้ 3 ช่องทางคือ ทางโทรศัพท์: 086-202-2522 หรือทาง LINE ID: @tayrai หรือ ผ่านเว็บได้ที่นี่
Update  ขณะนี้กิ่งพันธุ์ที่ตอนไว้แล้ว ณ วันที่ 23/11/2017 มีจำนวน 3,134 กิ่ง ถูกจองไปแล้ว 310 กิ่ง สั่งจองได้ที่นี่
Update  กำหนดส่งกิ่งพันธุ์ให้ผู้สั่งซื้อครั้งต่อไปคือ วันที่ 6 ธันวาคม 2560 สั่งจองได้ที่นี่
คลิ๊กเพื่อดูภาพขนาดใหญ่ มาแล้วสำหรับ หนังสือคู่มือชาวสวนมะนาว ที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงของสวนมะนาวแป้นท้ายไร่ จ.พิจิตร กว่า 7 ปีในการรวบรวมเฝ้าสังเกต ทำการบันทึก บัดนี้ได้รวบรวมเป็นรูปเล่มสวยงามแล้ว โดยพิมพ์เป็นสีทั้งเล่ม เหมาะแก่การศึกษาและเก็บสะสม โดยชุดนี้ตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 5 แล้ว สามารถคลิ๊กสั่งซื้อได้ที่นี่   หรือท่านที่ชำระเงินแล้วตรวจสอบได้ที่นี่
คลิ๊กดูภาพใหญ่
แบ่งปัน :   
วงจรการเกิดโรคแคงเกอร์ (อ่าน 3,802)

เชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคแคงเกอร์ สามารถเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณ บนใบ กิ่งและผลของพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด ได้เมื่อมีความชื้นหรือหยดน้ำเกาะที่บริเวณจุดแผลและปล่อยเซลล์แบคทีเรียออกมาและสามารถแพร่กระจายไปในส่วนอื่นของพืชได้ น้ำฝนที่หยดผ่านใบที่มีเชื้อก็แพร่กระจายออกไปในส่วนอื่น ปกติแล้วความเร็วลมที่ 8 m/s จะช่วยให้แบคทีเรียแทรกเข้าสู่พืชได้โดยผ่านทางปากใบ และบาดแผลต่างๆ เช่น แผลที่เกิดจากรอยขีดข่วนหรือเสียดสีกันของกิ่ง หนาม การกัดกินของหนอนชอนใบ และเม็ดทรายจากลมพายุ รวมถึงแผลจากการถูกเครื่องมือทางการเกษตร โดยเชื้อที่ถูกลมพัดไปสามารถไปได้หลายกิโลเมตร โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเข้าทำลายอยู่ประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส ถ้าอยู่ภายใต้อุณหภูมิที่ต่ำกว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเข้าทำลายจะเกิดการบ่มเชื้อและแสดงอาการหลังจากปลูกเชื้อแล้วประมาณ60วันหรือมากกว่านั้น

การเพิ่มปริมาณของเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของ โรคแคงเกอร์ จะเกิดขึ้นในระหว่างแผลที่ขยายออกไปและปริมาณต่อจุดแผลนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้านทานโรคของพืช เชื้อที่อาศัยอยู่ในแผลใบ กิ่ง หรือผล จะสามารถมีอายุอยู่ได้นาน แต่เชื้อแบคทีเรียที่ออกมาสู่ที่ผิวของพืชจะตายเมื่อโดนแสงแดด การตายของเชื้อจะเร็วขึ้นเมื่อโดนแสงอาทิตย์โดยตรง

เชื้อแบคทีเรียสามารถมีชีวิตอยู่รอดในดินได้ไม่กี่วันและมีชีวิตอยู่บนเศษพืชที่ตกอยู่บนดินได้ไม่กี่เดือน แต่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายปีในเนื้อเยื่อพืชที่ถูกเก็บไว้จนแห้ง และไม่มีดิน ตลอดเวลาในช่วงฤดูฝนเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของ โรคแคงเกอร์

จะออกจากแผลและกลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อในอนาคต โดยเชื้อจะอยู่ได้ 6เดือนบนใบที่เป็นแผล อยู่บนกิ่งได้ 7เดือนหรือมากกว่า อยู่ในดินที่ผ่านการฆ่าเชื้อได้ 9วัน และดินที่ไม่ฆ่าเชื้อได้ 52วัน อยู่ในดินที่ผึ่งแดดได้ 12 วัน เชื้อสามารถติดไปกับเสื้อผ้า พลาสติก เครื่องมือทางการเกษตร

ข้อห้ามและไม่ควรทำ:

1.เกษตรกรไม่ควรใช้ด่างทับทิม หรือ โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (Potassium permanganate ? สูตรทางเคมี : KMnO4) คือ สารเคมีประเภท Inorganic (อนินทรีย์) ชนิดหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วมีไว้ใช้ทำสารฟอกขาว สามารถนำใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา และเชื้อแบคทีเรียในผักผลไม้ได้เป็นอย่างดี โดยนิยมนำมาผสมกับน้ำ (ใช้ประมาณ 4-5 เกล็ด ผสมกับน้ำประมาณ 4-5 ลิตร) และแช่ผักผลไม้ รวมไปถึงเนื้อสัตว์ต่างๆ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ล้างสารเคมีที่ตกค้างอยู่ในผักผลไม้ได้อีกด้วยจึงมีผลโดยตรงต่อกลุ่มที่ปลูกมะนาวแบบเคมีและอินทรีย์ จากคุณสมบัติข้างต้น จะล้างสารกำจัดแมลงที่เกษตรกรฉีดพ่นไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ทำลายเชื้อราและแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อพืชไปด้วยและทำให้เกราะชีวภาพของพืชถูกทำลาย

2.น้ำปูนใส น้ำปูนพวกนี้เป็นด่าง ไม่ควรผสมรวมกับปุ๋ยทางใบที่เป็นกรด หรือผสมกับสารสมุนไพร เพราะจะทำให้ทั้งปุ๋ย และน้ำปูนใสเสื่อมสภาพก่อนจะมาเป็นปูนแดง ปูนขาว เป็นวัสดุที่ได้จากการเผาหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) โดยใช้ความร้อนสูง จะได้เป็นปูนสุก (แคลเซียมออกไซด์, CaO) เมื่อเย็นตัวลงแล้วพรมน้ำให้ชุ่ม ปูนสุกจะทำปฏิกิริยากับน้ำได้เป็น แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ส่วนที่เป็นผงแห้งได้เป็น ปูนขาว .... ปูนแดง ได้มากจากการผสมปูนขาวกับผงขมิ้น จากนั้นทางปฎิกริยาเคมี ก็จะเปลี่ยนปูนขาวเป็นสีแดง เลยเรียกว่าปูนแดง

จาก CaO + H2O = Ca(OH)2 ก็คือเอาปูนขาวหรือปูนแดง ผสมกับน้ำ ก็จะได้ สารละลาย แคลเซียมไฮดรอกไชค์ หรือน้ำปูนใสนั่นเอง (คุณสมบัติเป็นด่าง) คุณสมบัติของสารละลายตัวนี้ก็คือ เมื่อจับตัวกับก๊าช คาร์บอนไดอ๊อกไชค์ ที่ใบพืชจะได้ผลึกหินปูนเล็กๆเคลือบอยู่ที่ใบและกิ่งของพืช ส่วนหนึ่งช่วยป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียได้ในระดับหนึ่งแต่ใช้บ่อยต้นไม้จะแคระแกรน ประสิทธิภาพการทำงาน การสังเคราะห์แสงหรือสะสมอาหารของใบพืชจะลดลงหรือใบอาจไหม้เนื่องจากความร้อนได้

3.ไม่สมควรเอาขี้ทุกชนิดมาละลายน้ำฉีดพ่น มันมีเชื้อโรคปะปนอยู่อาจซึมเข้าผลหรืออยู่ในส่วนลำต้น ใบ หนาม เมื่อเกษตรกรเกิดบาดแผลเชื้อโรคจะเข้าสู่บาดแผลได้ง่าย ปกติแล้วดินของเกษตรกรจะมีความเป็นกรดเนื่องจากใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไปแต่ในเยี่ยวของสัตว์กินหญ้ามีความเป็นด่างจึงเป็นการช่วยปรับสมดุลของดิน จริงอยู่ที่ขี้และเยี่ยวของสัตว์มียูเรีย ฮอร์โมนและแร่ธาตุที่พืชสามารถใช้ได้โดยตรงอยู่จำนวนหนึ่งแต่ท่านก็ควรหาวิธีที่มันดูดีกว่าใช้กันแบบตรงๆ

Tags : เชื้อแบคทีเรีย  โรคแคงเกอร์  ด่างทับทิม  โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต  ปูนขาว  คาร์บอนไดอ๊อกไชค์       
โดย. webmaster [2017-06-09]
แสดงความเห็น
    เรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
    คู่มือการใช้แคงเกอร์น็อค กำจัดโรคแคงเกอร์(อ่าน 2,011)
    มะนาวแป้นรำไพ2 สายพันธุ์ใหม่น่าสนใจ(อ่าน 3,409)
    การกำจัดและป้องกันโรคแคงเกอร์แบบได้ผลทันทีด้วย แคงเกอร์น็อค(อ่าน 40,372)
    เทคนิคการป้องกันโรคในมะนาวทางอ้อมฉบับพึ่งพาตนเอง(อ่าน 76,107)
    ย้ำเตือนกันอีกครั้งสำหรับโรคแคงเกอร์ที่อาจจะมากับหน้าฝน(อ่าน 67,782)

ร่วมแสดงความคิดเห็น
  ใช้ถ้อยคำที่สุภาพ, ไม่มีเนื้อหาในเชิงกล่าวหา ให้ร้าย หรือ หมิ่นประมาทผู้อื่น, ไม่มีเนื้อหาที่เจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือ เจตนาให้เกิดความขัดแย้ง, ไม่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และ ผิดกฎหมาย, ไม่มีเนื้อหาโฆษณาสินค้าหรือบริการ
ชื่อของคุณ
รายละเอียด
รหัสCaptcha Image Reload Image
ป้อนรหัส
 

 
Live Chat